ประวัติเมืองพนา

ประวัติเมืองพนา

(เครดิตภาพจาก เวปไซต์ หน่วยสัสดีอำเภอพนา)

ประวัติความเป็นมา “เมืองพนา
เมื่อ พ.ศ.2231 เจ้าองค์หล่อแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (นครเวียงจันทร์) ถึงแก่พิราลัยพระยาเมืองแสนคิดทรยศ ชิงราชสมบัติตั้งตนขึ้นครองนครแทนจับเอาพระชายากรุงศรีสัตนาคนหุตซึ่งกำลังทรงครรภ์เพื่อเอามาเป็นชายาตนแต่ นางไม่ยินยอมแม่จะอ้อนวอนปลอบว่าจะเชิดชูบูชาให้อยู่ในฐานะสูงส่งเพียงใดพระชายาซึ่งตกอยู่ในความทุกข์หนัก เพราะสูญเสียสวามีสุดที่รักยังคุกคามจากพระยาเมืองแสนอำมาตย์ทรยศจึงพาโอรสไปพึ่งบารมีพระมหาราชครูแห่งวัด โพนสะเม็ดซึ่งมีพุทธบริษัทโยมเคารพนับถือจำนวนมากพระยาเมืองแสนเกิดความระแวง เกรงว่าพระมหาราชครู จะแย่ง ชิงเอาบ้านเมือง จึงพยายามคิดกำจัดพระมหาราชครูเจ้ารู้ตัวว่าพระยาเมืองแสนอาฆาตแค้นขืนอยู่ต่อไปจะไม ่ปลอดภัย จึงพาญาติโยมทิ้งแผ่นดินเกิด หวังไปตามเอาดาบหน้ามีผู้คนตามมาประมาณ 3,000 คนเศษมุ่งหน้าสู่หนองบัวลำภู มีการสู้รบเสียไพร่พลจำนวนมากอีกส่วนที่เหลือล่องแพไปตามน้ำโขงมาถึงนครจำปาสัก จึงแยกย้ายกันไปตั้ง บ้านเรือนตามอัธยาศัยบางส่วนก็กลับมาบ้านดู่บ้านแกดอนมดแดงต้นตระกูลสร้างบ้านแปลงเมืองอุบลราชธานีขณะเดียวกันมี นักผจญภัยสองพี่น้องเป็นพรานเนื้อตามล่าเนื้อมาพบทำเลดีมีหนองน้ำเป็นกุดใหญ่อุดมด้วยปลาสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ ธัญญาหารและที่ตั้งแห่งนี้ก็เป็นตำบลพนาในปัจจุบันในกองคาราวานที่ผ่านมาตามลำน้ำโขงถึงพระธาตุพนมได้ ยกพล ขึ้นฝั่งได้พักอยู่ที่นั่นนานถึง 3 ปี เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุพนมเพราะในคณะนี้มีช่างติดตามมาด้วยเช่นพระมหาราชครู ูพระครูธิ พระภิกษุแก้ว และพระภิกษุอิน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วกองคาราวานก็เดินทางต่อตามลำน้ำโขงแต่พระครูธิ พระภิกษุแก้วพระภิกษุอินเดินทางมาทางบกจนถึงวัดหม้อหรือวัดค้อใหญ่คือบ้านอำนาจที่ตั้งกิ่งลืออำนาจในปัจจุบัน ขณะเดียวกันพรานทีพรานทองสองพี่น้องได้สร้างวัดขึ้นที่ริมบึงใหญ่ด้านทิศตะวันออกเมื่อสร้างวัดเสร็จได้นิมนต์พระครูธิ พร้อมด้วยพระภิกษุแก้ว พระภิกษุอิน มาครองวัดตั้งชื่อวัดว่า”วัดศรีโพธิ์ชยารามคามวดี” เรียกโดยย่อว่า “วัดศรีโพธิ์ชัย” พระครูเริ่มสร้างโบสถ์ ร่วมกับสานุศิษย์ราว พ.ศ.2240 – 2254จากนั้นได้สร้างองค์พระปฏิมาประธาน(องค์พระเหลาเทพนิมิต) (อ้างอิงข้อมูลจาก เวปไซต์ เทศบาลตำบลพนา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563)

พ.ศ. 2421ทางราชการได้ยกฐานะบ้านพระเหลาเป็นหัวเมืองชั้นตรี ขึ้นตรงต่อเมืองอุบลราชธานี ชื่อว่า”เมืองพนานิคม” ชาวบ้านชอบเรียกว่าเมืองพนา “เมืองพนานต์”หมายถึงหมู่บ้านที่อยู่กลางป่า มีหมู่บ้านในการปกครอง 48 หมู่บ้าน

การปกครอง  ในสมัยเป็นเมืองพนานานิคม แบ่งเป็น 2 สายคือส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2420 “เซียงจำปา” เกิดที่บ้านเวียงตำบลกระเดียน อำเภอตระการพืชผล ได้รับตำแหน่งว่าที่เพี้ยเมืองจันทร ์ ในโอกาสต่อมา สมัย พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้เพี้ยเมืองจันทร ์เป็นพระจันทวงษา ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง ซึ่ง เป็นเจ้าเมืองคนแรก ของเมืองพนานิคม ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.2421- 2434 พระจันทวงษา ปกครอง เมืองพนานิคม ด้วยความร่มเย็น จนถึงแก่อนิจกรรม เมืองพนาว่างเจ้าเมือง 2 ปี ผู้รักษาการเจ้าเมืองเพี้ยราชบุตร สิงห์ทอง และอุปชิตฝั่น เชิญท้าวอุปฮาดไชยบุตรพระ(บุญเฮ้า) เจ้าเมืองเขมราฐ ขณะนั้น ดำรงตำแหน่งอุปฮาด เมืองวาริน(อำเภอสุวรรณวาร ีในอดีตและอำเภอโขงเจียม ในปัจจุบัน )มารักษาการเจ้า เมืองพนานิคมรักษาการอยู่ 4 ปี (พ.ศ. 2436-2440) ได้ถูกนายกันสุดอุ่นฟ้องร้องฐาน เรียกรับสินบนทางราชการ สอบสวนได้ความจริงตามที่ฟ้องร้องได้รับอาญาแผ่นดิน ถึงจำคุกเจ้าเมืองพนานิคม จึงว่างลงอีกพ.ศ.2441 พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค ์ผู้ครองเมืองอุบลราชธาน ีได้ส่งท้าวอินทิสาร (กรมช้าง)มาเป็นข้าหลวง เมืองพนานิคม

ระหว่างพ.ศ. 2441-2446ในสมัยท้าวอินทิสาร ครองเมืองพนานิคม ได้เกิดศึกสะพือ หรือกบฎ ผีบุญผีบาป ท้าวอินทิสารถูกจับไปฆ่าเจ้าผู้ครองนครอุบลราชธานี ได้ให้พระปทุมธานี ขุนนางนอกราช การมาปกครอง ระหว่าง พ.ศ. 2446 -2447 ท้าวสุวรรณสารมารักษาเมืองพนานิคม 1 ปี พ.ศ. 2448 ท้าวอุปชิต (กิ่ง สหนาม) บิดาครูเคลื่อน นิลสาขารักษาการ ในตำแหน่งข้าหลวงเมือง ต่อท้าวสุวรรณสาร พ.ศ. 2452 ทางราชการได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ การปกครองบ้านเมือง ออกพระราชบัญญัติการปกครอง ท้องที่โดยแบ่งหัวเมืองต่าง ๆเป็นมณฑล จังหวัด อำเภอถ้าเมืองใดเห็นว่า ไม่เหมาะสมจะเป็นอำเภอ ก็ยุบเป็นตำบล หรือหมู่บ้านตามลำดับ ด้วยเหตุดังกล่าวทางราชการ จึงได้ยุบเมืองเกษมสีมา เมืองตระการพืชผล มารวมกับ เมืองพนานิคม และได้ตั้งเมืองพนานิคมเป็น “อำเภอพนานิคม” ตั้งแต่พ.ศ. 2452 เป็นต้นมามีท้าวอุปชิต เป็นผู้รักษาการณ ์ในตำแหน่งนายอำเภอคนแรก ต่อมาหลวงเทพนรินทร ์มาเป็นนายอำเภอต่อ ….ท้าวอุปชิตได้ดำรงตำแหน่งปลัดขวา ในปีเดียวกันท้าวอุปชิตได้ย้ายไปอำเภอสุวรรณ วารี โขงเจียม)จังหวัดได้ส่ง ขุนพันธ์(ปุ้ย) มาเป็นปลัดขว า แทนศาลากลางเมืองพนานิคม เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าเมืองชั้นตร ี (ตั้งอยู่บริเวณตลาดสด เทศบาลตำบลพนา) หมู่ 7 ปัจจุบัน) พ.ศ. 2454 หลวงเทพนรินทร์ได้ย้ายที่ตั้งที่ว่าการอำเภอจากเมืองพนานต์ ไปตั้งอยู่ท่าแก้งอ้อ ริมเซบก มีการคอรับชั่น อยู่ที่นั่นได้เพียง1 ปีในขณะที่ย้ายที่ว่าการอำเภอนั้น ทางราชการได้แต่งตั้งขุนพนานิคมพิทักษ์ (ทับ ไศลบาท)มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอแทนท่านได้ย้ายที่ว่าการอำเภอกลับคืนทันที พ.ศ. 2457 ทางราชการเห็นว่าอำเภอพนา ที่ตั้งไม่เหมาะสมกับการปกครองจึงย้ายไปตั้งที่บ้านขุลุ ห่างจากที่เดิมไปด้านทิศตะวันออก 454 เส้นยังใช้ชื่อ อำเภอพนานิคมตามเดิมพ.ศ. 2460 ทางราชการเปลี่ยนชื่อ อำเภอพนานิคม เป็นอำเภอ ขุหลุตามอำเภอที่ตั้ง พ.ศ. 2482 ให้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอขุหลุเป็นอำเภอพนานิคมตามเดิมอีก แต่ที่ว่าการอำเภอตั้งอยู่ตำบลขุหลุ พ.ศ. 2483 ให้เปลี่ยนชื่อจากอำเภอพนานิคมเป็นอำเภอตระการพืชผลจนเท่าทุกวันนี้ ส่วนอำเภอพนานิคมได้สิ้นสภาพความเป็นอำเภอตั้งแต่ พ.ศ. 2457 เมื่อครั้งย้ายที่ว่าการอำเภอ ไปตั้งที่ตำบลขุหลุ โดยยุบอำเภอพนานิคมเป็น”ตำบลพนา” ไม่มีคำว่านิคมต่อท้าย พ.ศ. 2481 นายรินมหานิล และนายสีดาโรจน์ได้ร่วมกันเสนอต่อทางราชการ เพื่อให้พิจารณาดำเนินการ ยกฐานะตำบลพนาเป็นกิ่งอำเภอ พร้อมทั้งชีแจงแสดงเหตุผลอย่างสมบูรณ์ ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทุกประการ ผ่านนายอำเภอหลายท่าน เป็นช่วงที่เกิดกรณีพิพาทย์ไทยกับฝรั่งเศส เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ทางราชการจึงระงับเรื่องไว้ พ่อขุนเกษมสมบัติ(ปิ่น มีสุข) มาดำรงตำแหน่งนายอำเภอตระการพืชผลได้ให้ความสนใจ และปรึกษาปลัดคู่ใจคือ นายเติม ภาแก้วเคยเป็นครู และเป็นปลัดอำเภอตระการพืชผล มานานตอนแรกได้ประเรื่อง สถานที่ก่อสร้างที่ว่าการอำเภอ ได้ที่หนองเอ็นอ้า บ้านโพนเมือง ตำบลไม้กลอนแต่เกิดความขัดแย้ง ความไม่พร้อมเพรียงของประชาชนในเรื่องต่าง ๆ จึงตกลงเอาบริเวณโนนบ้านเก่า คือบ้านดอนท่าลีหรือบ้านท่าลี ก็ใช้เป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอที่ดินเดิมส่วนนี้ ส่วนมากจะเป็นคณะญาติของพ.ท.เพิ่มศักดิ์ ภาแก้ว (สิทธิ์ครอบครองตาม ส.ค. 1 ) บรรพชนที่เคยตั้งบ้านเรือนอยู่เดิมได้อพยพบ้านเรือน ไปที่จุ้มบ้านโซ่ง(ใต้วัดพระเหลาเทพนิมิต) มีพ่อเฒ่าสีเป็นหัวหน้า ทุกคนสละที่ดินให้แก่ทางราชการ ไม่คิดมูลค่าใด ๆเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ ผู้ก่อตั้งต้องเดินทางมาจากอำเภอตระการเพื่อดำเนินการต่าง ๆ ถึง 13 ปีจึงมีพระราชกฤษฎีกายกฐานะ ตำบลพนาเป็น กิ่งอำเภอพนา ตามคำขอของอำเภอตระการพืชผล โดยนายเติม ภาแก้ว ปลัดอำเภอตรีเป็นเจ้าของเรื่อง เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2494 มี ตำบลคือ ตำบลพนา ตำบลจานลานตำบลไม้กลอน ตำบลลือ ตำบลห้วยต่อมาเมื่อวันที่22 มกราคมพ.ศ. 2502 ทางราชการได้ยกฐานะกิ่งอำเภอพนาเป็น อำเภอพนาและให้บ้านนาหว้าเป็นตำบลนาหว้า ดังนั้นอำเภอพนา จึงมีเขตการปกครอง 6 ตำบลปัจจุบันตำบลนาหว้า ได้ยกฐานะเป็น อำเภอปทุมราชวงศาตามพระราชกฤษฎีกา ประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษเล่มที่ 110 ตอนที่ 87 ลงวันที่2 กันยายน 2536 และมีผลบังคับ ใช้ในวันที่ 1 ธันวาคม 2536โดยมีตำบลนาหว้า ตำบลห้วยตำบลลือของอำเภอพนาแยกไปอยู่ใน เขตปกครองของ อำเภอปทุมราชวงศาขณะเดียวกันอำเภอพนาได้แยกจากจังหวัดอุบลราชธานีมาขึ้นกับจังหวัด อำนาจเจริญเมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม 2536 แบ่งเขตการปกครองเป็น 4 ตำบลคือ ตำบลพนา ตำบลพระเหลา ตำบลไม้กลอนและตำบลจานลาน

เครดิตข้อมูลจาก : (อ้างอิงข้อมูลจาก เวปไซต์ เทศบาลตำบลพนา เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563)